TropMed Home | Administration | Bangkok School of Tropical Medicine
|
Departments/Centers
|
Research
 
 
โรคชิคุนกุนยา
   

โรคชิคุนกุนยา” เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค มีอาการคล้ายไข้เดงกี แต่ต่างกันที่ไม่มีการรั่วของพลาสมาออกนอกเส้นเลือด จึงไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากจนถึงมีการช็อก… ไม่มีการรักษาจำเพาะ ใช้การรักษาตามอาการ โดยเฉพาะอาการปวดข้อ

   
เรามาทำความรู้จักกับ “โรคชิคุนกุนยา หรือโรคไข้ปวดข้อยุงลาย หรือโรคไข้ญี่ปุ่น” กันเถอะ
   

โรคชิคุนกุนยา หรือที่ชาวบ้านทางจังหวัดภาคใต้มักเรียกว่า โรคไข้ญี่ปุ่น หรือ โรคไข้คุณย่า จัดเป็นโรคที่กลับมาระบาดซ้ำ (re-emerging disease) โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา (Chikungunya virus, Buggy Creek หรือ CHIKV) ซึ่งเป็น RNA Virus สายบวก ชนิด single strand โดยจัดอยู่ใน genus alphavirus และ family Togaviridae ไวรัสดังกล่าวนี้มีความใกล้ชิดกับ O’nyong’nyong virus และ Ross River virus รวมทั้งไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคไข้สมองอักเสบ eastern equine encephalitis และ western equine encephalitis

เชื้อไวรัสนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำงานได้ อันเนื่องมาจากอาการปวดข้อ มีไข้ และมีการออกผื่นบ้าง โดยโรคดังกล่าวได้มีการระบาดอย่างรุนแรงทางตอนใต้ของประเทศไทย ประเทศในแถบมหาสมุทรอินเดีย รวมถึงประเทศในแถบแอฟริกา

   
ที่มาของชื่อโรคชิคุนกุนยา
 
ตรวจพบครั้งแรกในปี พ.ศ.2495 ในดินแดนที่ราบสูง Makonde Plateau ทวีปแอฟริกา บริเวณพรมแดนระหว่างประเทศ Tanzania และ Mozambique จึงได้มีการตั้งชื่อตามรากศัพท์พื้นเมืองเดิมเรียกว่า kungunvala ซึ่งมีความหมายเป็นภาษาอังกฤษว่า "That which bends up" สอดคล้องกับลักษณะอาการปวดข้อที่แสดงออกของผู้ป่วยโรคนี้ จึงได้มีการใช้ชื่อ โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya) สำหรับชื่อโรคไข้ญี่ปุ่นคาดว่าน่าจะเป็นการเรียกเฉพาะท้องถิ่น เนื่องมาจากชื่อของโรคชิคุนกุนยา ออกเสียงใกล้เคียงกับภาษาญี่ปุ่นนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีชื่ออื่นๆ ได้แก่ Chicken guinea, Chicken gunaya และChickengunya แต่ยังไม่แพร่หลายนักเนื่องมาจากเป็นการเรียกเฉพาะท้องถิ่น และถึงแม้ชื่อจะมีใกล้เคียงกับ chiken แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับไก่แต่อย่างใด
   
ประวัติการระบาดและสถานการณ์การระบาด
 

โรคชิคุนกุนยาเป็นโรคที่มีการระบาดครั้งแรกในปี พ.ศ. 2495 ในดินแดนที่ราบสูง Makonde Plateau ทวีปแอฟริกา และได้มีการตีพิมพ์ในรายงานลักษณะของโรคทางการแพทย์ ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2498 ว่า โรคชิคุนกุนยา มีลักษณะอาการของโรคใกล้เคียงกับโรคไข้เลือดออก แต่มีลักษณะที่แตกต่าง คือ โรคชิคุนกุนยาจะมีการแสดงออกของโรคเกี่ยวข้องกับการปวดข้อเล็กๆ และไม่มีอาการเลือดออกเหมือนในโรคไข้เลือดออกเดงกี

ระหว่างปี พ.ศ. 2503 ถึง พ.ศ. 2525 ได้มีการระบาดของโรคชิคุนกุนยาทั่วประเทศแถบแอฟริกาและเอเซีย หลังจากนั้นโรคก็หายไปช่วงเวลาหนึ่ง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2542 ได้มีการกลับมาระบาดซ้ำ (re-emerging) ในประเทศอินเดียและได้มีการกระจายของโรคไปทั่วทวีปเอเซีย หลังจากที่ตรวจพบครั้งแรกในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2501 ก็มีรายงานจากประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย ได้แก่ เขมร เวียดนาม พม่า ศรีลังกา อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยพบมีการระบาดของโรคชิคุนกุนยา 6 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2531 ที่จังหวัดสุรินทร์ พ.ศ. 2534 ที่จังหวัดขอนแก่นและปราจีนบุรี ในปี พ.ศ. 2536 มีการระบาด 3 ครั้งที่จังหวัดเลย นครศรีธรรมราช และหนองคาย ล่าสุดจะพบการระบาดอีกครั้งในช่วงต้นปี 2552 ที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา สงขลา และปัตตานีส่งผลให้มีผู้ป่วยด้วยโรคชิคุนกุนยาสะสมรวมกว่า 17,954 รายแล้ว (ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2552)

   

สาเหตุของโรค

 

“เชื้อไวรัสชิคุนกุนยา” ติดต่อโดยมียุงลาย (Aedes mosquitoes) เป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ ซึ่งรวมทั้งยุงลายสวน (Aedes albopictus) และยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) เมื่อยุงลายตัวเมียกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้สูงซึ่งเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือด เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระเพาะยุง และเพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วเดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำลาย เมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาไปกัดคนอื่นก็จะปล่อยเชื้อไปยังคนที่ถูกกัด ทำให้คนนั้นเกิดอาการของโรคได้ เรียกวงชีวิตดังกล่าวว่า วงจรในเมือง (Urban cycle or Domestic cycle)

แต่สำหรับในทวีปแอฟริกานั้นมีการแพร่เชื้อ 2 วงจร คือ ชนิดวงจรในเมือง (Urban cycle) และชนิดวงจรชนบท (rural cycle or sylvatic cycle) คือวงจรระหว่างคน-ยุง-ลิง โดยจะมี Cercopithicus monkeys หรือ Barboon เป็น amplifyer host ซึ่งอาจส่งผลทำให้มีผู้ป่วยจากเชื้อนี้ประปรายหรืออาจมีการระบาดเล็กๆ (miniepidemics) ได้เป็นครั้งคราว เมื่อมีผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันเข้าไปในพื้นที่ที่มีเชื้อนี้อยู่ และผู้ติดเชื้อจากป่าอาจนำมาสู่ชุมชนเมืองได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มียุงลายชุกชุมมาก ส่งผลทำให้เกิด urban cycle ( คน-ยุง) จากคนไปคนได้ นอกจากยุง Aedes aegypti บางครั้งยังพบว่ายุง Mansonia aficanus สามารถเป็นพาหะได้เช่นกัน

   
อาการของโรค
 
ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน (38-40 °C) ปวดศีรษะมาก คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย อาการไข้จะลดลงภาในเวลา 2-3 วัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวดข้อ โดยเฉพาะข้อเล็กๆ เช่น ข้อมือ ข้อนิ้วมือ ข้อเท้า ข้อนิ้วเท้า ลักษณะของอาการปวดข้อ จะเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อย (migratory polyarthritis) บางครั้งจะอักเสบบวมแดง และเจ็บจนกระทั่งไม่สามารถขยับข้อได้ อาการปวดข้อมักจะหายภายใน 1-12 สัปดาห์ (โดยปกติ) หรือบางรายอาจมีอาการปวดข้อเกิดขึ้นได้อีกภายใน 2-3 สัปดาห์ต่อมา และมีอาการอยู่ได้นานเป็นเดือนหรือเป็นปี สำหรับอื่นๆ ที่อาจพบได้บ้าง คือ อาการเป็นผื่นบริเวณลำตัวและแขนขา มักไม่คัน หรืออาจมีผื่นขึ้นที่กระพุ้งแก้มและเพดานปาก ซึ่งผื่นเหล่านี้จะหายไปได้เองในเวลา 7-10 วัน สำหรับอาการแทรกซ้อนที่พบได้บ้างจะพบอาคารที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท หัวใจ และทางเดินอาหาร ซึ่งจะพบในผู้ป่วยห้อยราย ความผิดปกติดังกล่าวข้างต้น จะไปส่งผลต่อการผิดปกติสืบเนื่องทางกาย (Clinical Sequelae) ภายหลังจากอาการของโรคหายเป็นปกติ
   
การวินิจฉัยโรค
 
1.
โดยวิธีการตรวจหาไตเตอร์ในซีรัม เช่น Enzyme-linked immunosorbent assays (ELISA) เพื่อตรวจหาแอนติบอดี IgM หรือ IgG ต่อเชื้อ Alphavirus ซึ่งระดับ IgM มักจะสูงสุดช่วง 3-5 สัปดาห์หลังเริ่มป่วย และคงอยู่นานประมาณ 2 เดือน และอาจแยกเชื้อไวรัสจากเลือดผู้ป่วยระยะเริ่มมีอาการในช่วง 2-3 วันได้
 
2.
โดยการเพาะเชื้อในลูกหนูแรกเกิด ในยุง หรือในเซลล์เพาะเลี้ยง
 
3.
สำหรับวิธี RT-PCR (Reverse transcriptase–polymerase chain reaction) มีการใช้กัน มากขึ้น
 
4.
ปัจจุบันได้มีการพัฒนาโดยใช้ real-time PCR และเทคนิคทาง bioinformatics ร่วมกับ molecular (genetics and proteomics) tecniques เข้ามาใช้ในการวินิจฉัยเพื่อยืนยันการติดเชื้อและแยกสายพันธ์ของไวรัสชิคุนกุนยาเพิ่มมากขึ้น
   
การรักษา
 
ไม่มีการรักษาจำเพาะ ใช้การรักษาตามอาการ โดยเฉพาะอาการปวดข้อ กินยาแก้ปวด เพื่อลดไข้ (ห้ามกิน ยาแอสไพรินลดไข้ เนื่องจากจะทำให้เกิดเลือดออกได้ง่ายขึ้น) และเช็ดตัวด้วยน้ำสะอาดเป็นระยะเพื่อช่วยลดไข้ รวมทั้งให้ผู้ป่วยดื่มน้ำและนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง สำหรับวัคซีนในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสชิคุนกุนยาแต่มีทีมนักวิจัยพยายามพัฒนาวัคซีนชนิดต่างๆเพิ่มมากขึ้น เช่น formalin inactivated vaccine, live attenuate vaccine, DNA vaccine และ recombinant vaccine เป็นต้น
   

ความแตกต่างระหว่างไข้เดงกี (Dengue fever : DF) กับการติดเชื้อ chikungunya

 
1.
ภาวะไข้สูงในชิคุนกุนยามักจะเกิดขึ้นฉับพลันกว่าในไข้เดงกี
 
2.
ระยะของไข้สั้นกว่าในไข้เดงกี ผู้ป่วย chikungunya จะมีระยะไข้สั้นเพียง 2 วัน แต่ในไข้เดงกีส่วนใหญ่ไข้ลงใน 4 วัน
 
3.
พบอาการปวดข้อร่วมกับข้ออักเสบบวมแดงในชิคุนกุนยามากกว่าไข้เดงกี
 
4.
การตรวจพบจุดเลือดได้ที่ผิวหนังได้ทั้งไข้เดงกีและชิคุนกุนยา แต่เมื่อเปรียบเทียบการพบจุดเลือดออกจากการทดสอบทูนิเกต์จะพบในชิคุนกุนยาน้อยกว่า ไข้เดงกี
 
5.
พบผื่นที่มีลักษณะวงขาวๆ ( convalescent petechial rash) ในชิคุนกุนยาน้อยกว่า ไข้เดงกี
     
   
อาจารย์นัฏฐเนศวร์ ลับเลิศลบ
ภาควิชาสุขวิทยาเขตร้อน
 
 
Last updated: July 10, 2009
 
 
 
Copyright © 2008 Faculty of Tropical Medicine, Mahidol University. All rights reserved.
Webmaster : tmwww@mahidol.ac.th