หน้าแรก

โรคเห็บ

โรคเหา

โรคหิด

โรคไข้สมองอักเสบเจอ

โรคฉี่หน

โรคปอดบวม

โรคพิษสุนัขบ้า

โรคไข้เลือดออก

โรคไข้ไรอ่อน

โรคไข้ดิน

โรคชิคุนกุนยา

โรคไข้หวัดใหญ่

โรคพยาธิปากขอ

โรควัณโรค

โรคพยาธิหอยโข่ง

โรคพยาธิเข็มหมุด

โรคพยาธิใบไม้ตับ

โรคหนอนพยาธ

โรคพยาธิตัวจี๊ด

โรคพยาธิตัวตืด

โรคพยาธิตัวบวม

โรคมาลาเรีย

โรคหน่อไม้ปี๊บ

โรคอะมีบากินสมอง

โรคอุจจาระร่วง

 


คนไทยไม่บ้า กับอะมีบากินสมอง

 
     เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2545 มีข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ เรื่อง "อะมีบากินสมอง" ที่ทำให้คนไข้ตาย 2 ราย ทำให้คนไทยทั้งประเทศแตกตื่นขยาด ที่ลงไปในแหล่งน้ำต่างๆข่าวนี้ดังมาก จนต่างประเทศแตกตื่นไปด้วย เล่นเอากระทรวง การต่างประเทศต้องแจ้งให้สถานกงศุล และสถานฑูตไทยในต่างประเทศ ราว 80 ประเทศ ต้องประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจเพราะนักท่องเที่ยวกลัว "อะมีบากินสมอง" จนไม่กล้ามาประเทศไทย ดังนั้นเราน่าจะมาทำความเข้าใจ โรคนี้กันหน่อย เพื่อจะได้ไม่ตกอกตกใจจนทำให้เกิดความเสียหายยกใหญ่อีก  
 
     
 
 

   อะมีบากินสมอง หรือ "โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากอะมีบา" นี่ไม่ใช่โรคระบาด เกิดจากเชื้ออะมีบาชนิดนีเกลอเรีย (Naegleria fowleri) เชื้อนี้เป็นสัตว์เซลล์เดียวเหมือนอะมีบาอื่นๆ อาศัยอยู่ใน ธรรมชาติ มักจะอยู่ตามแหล่งน้ำจืดที่มีอุณหภูมิค่อนข้างสูง หรือแหล่งน้ำ ขังในเขตอุตสาหกรรมและในดินในเขตร้อนหรือเขตอบอุ่น เกือบทั่วโลก เป็นเชื้อที่ชอบอยู่อิสระมากกว่าอยู่ในคนหรือสัตว์ แต่หาก เข้าไปในคนหรือสัตว์จะทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่รุนแรงและ เฉียบพลัน

      เชื้อ Naegleria เข้าสู่คนได้ก็ต่อเมื่อ "สำลักน้ำที่มีเชื้ออะมีบานั้นเข้าจมูก" โดยการว่ายน้ำหรือดำน้ำและเกิดการสำลักน้ำเข้าจมูกอย่างรุนแรง เชื้อที่ปนอยู่ในน้ำ จะผ่านเข้าทาง ประสาทรับรู้กลิ่นในจมูก (Olfactory nerve) และเข้าสู่สมอง ทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน ผู้ป่วยมักเสียชีวิต ก่อนได้รับ การวินิจฉัย เนื่องจากอาการจะเลวลงอย่างรวดเร็วทำให้ผุ้ป่วยเกือบทั้งหมดเสียชีวิต ภายใน 10 วัน

แต่โอกาสที่คนเราจะติดเชื้ออะมีบาจนถึงขั้นสมองอักเสบ และเสียชีวิตนั้นมีน้อยมาก

     โรคอะมีบากินสมองหรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Primary amebic meningoencephalitis (PAM) มีรายงานครั้งแรกจากประเทศออสเตรเลียเมื่อปี 2508 ทั่วโลกมีรายงานโรคนี้ประมาณ 400-500 ราย ส่วนในไทยก็พบผู้ป่วยน้อยมาก ครั้งแรกรายงานพบผู้ป่วยในปี 2525 และล่าสุดมีรายงานคนไข้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ จากเชื้ออะมีบาทั้งหมดเพียง 12 รายเท่านั้น ส่วนมากจะเป็นชายมากกว่าหญิง อายุเฉลี่ย 15.2 ปี

     คนไทยจึงไม่ควรตระหนกกับโรคอะมีบากินสมอง เพราะปีหนึ่งๆ เด็กไทยอายุ ระหว่าง 1-4 ปี เสียชีวิตจากการเล่นน้ำและจมน้ำตายเฉลี่ยปีละ 1,481 ราย หรือ เฉลี่ยวันละ 4 ราย ถือเป็นสาเหตุการตายสูงสุดสำหรับเด็กวัยนี้มากกว่าสำลักน้ำ แล้วติดเชื้ออะมีบากินสมองไม่รู้กี่เท่า

 
 
 
 

 

ถึงโอกาสจะเป็นโรคนี้น้อย ผมก็ยังกลัวนะครับ คนที่เป็น โรคนี้จะมีอาการอย่างไรครับ เป็นบ้าจนตายหรือเปล่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นครับ


 

    ตัวอะมีบา ไม่ได้ทำให้บ้าเหมือนชื่อค่ะ โรคนี้มีอาการเหมือน โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้ออื่นๆ คือ มีไข้ ปวดหัวมาก คลื่นไส้ อาเจียน แต่จะแย่ลงอย่างรวดเร็ว ซึมชัก ไม่รู้สึกตัว และเสียชีวิต คนที่สงสัยเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หมอจะต้องเจาะน้ำไขสันหลัง คนไข้มาตรวจทุกคน แต่ต่างกันตรงที่หากหมอสงสัยว่าเกิดจาก อะมีบากินสมอง หมอต้องตรวจทันที ซึ่งจะเห็นตัวอะมีบาเคลื่อนไหว ด้วยขาเทียมในน้ำไขสันหลังได้ (รูปที่ 1 ก.) ห้ามแช่เย็น เพราะจะ ทำให้อะมีบาตาย จะไม่เห็นการเคลื่อนไหวของมัน อีกวิธีหนึ่งคือ นำน้ำไขสันหลังไปเพาะเลี้ยงเชื้อในวุ้นที่ใส่แบคทีเรีย หรือนำเชื้อที่ สงสัยไปย้อมสี (รูปที่ 1 ข.) หรือหากคนไข้เสียชีวิตก่อน อาจวินิจฉัยจากชิ้นเนื้อสมอง ที่แสดงลักษณะเฉพาะของเชื้อ (รูป ที่ 1 ค.)

  รูปที่ 1 Naegleria ก.) ดูสด
สังเกตขาเทียมที่กว้าง (broad
pseudopodia)
   ข.) ย้อมสี Giemsa สังเกต
นิวเคลียสใหญ่กลม
   ค.) จากชิ้นเนื้อสมอง

     
      คนไข้อะมีบากินสมองจะมีอันตรายสูงมาก ในโลกนี้มีคนไข้เพียง 6 รายเท่านั้น ที่รอดชีวิต รวมคนไทย 2 รายด้วย ดังนั้นมักไม่มีการรักษาที่เป็นมาตรฐาน คนไข้ไทย 2 รายที่รอดตายได้รับการรักษาด้วยยาฉีด amphoteracin B นาน 14 วัน และให้ ยากิน rifampicin และ ketoconazole หรือ itracanazole อีก 1 เดือน