News and evetns

แมงมุมพิษกัดอีกแล้ว ชายชาวสุราษฎร์ธานี

แพทย์เผยติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรง (18 สิงหาคม 2557)

  วันนี้ (17 สิงหาคม 2557) เฟซบุ๊ก Boonyawit Nusorn หรือ บุญวิท หนูสอ ได้มีการแชร์รูปภาพ นายสมบัติ หนูสอน อายุ 45 ปี ชาว จ.สุราษฎร์ธานี ในสภาพที่มือมีแผลอักเสบบวมแดง เป็นแผลฉกรรจ์พร้อมข้อความระบุว่า ผู้ป่วยเป็นญาติถูกแมงมุมไม่ทราบชนิดกัดได้รับบาดเจ็บสาหัสและเข้ารับการ รักษาตัวที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี "ฝากกดแชร์กันไปนะครับ นี่คือพิษของแมงมุมแต่ไม่ทราบว่าชนิดไหน"
 
          ทางด้านนางวิลาวัลย์ ชูศรี อายุ 35 ปี กล่าวว่า ผู้ ป่วยเป็นพี่ชายตน มีอาชีพเป็นช่างก่อสร้าง เมื่อช่วงค่ำวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา พี่ชายเก็บทำความสะอาดเครื่องมือและถูกแมงมุมตัวขนาดเล็กกัดที่หลังมือและมี บาดแผลเล็ก ๆ คล้ายถูกปลายเข็มจิ้มแต่ตอนนั้นยังไม่มีอาการอะไร เพียงแต่บอกว่าถูกแมงมุมกัด 

          จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น นายสมบัติ หนูสอน เริ่มมีไข้สูง ปวดแผล และคลื่นไส้ อาเจียน กินยาแล้วแต่อาการก็ไม่ดีขึ้น ต่อมาเริ่มมีอาการแน่นหน้าอกและหายใจติดขัด บาดแผลที่มือมีอาการอักเสบบวมเป็นถุงน้ำ ญาติจึงรีบนำส่งโรงพยาบาลชัยบุรี แต่อาการยิ่งเริ่มทรุด จึงนำส่งต่อโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี 
 
          ทาง ญาติได้แจ้งแพทย์ว่าสาเหตุเกิดจาก นายสมบัติ หนูสอน ถูกแมงมุมไม่ทราบชนิดกัด แต่แพทย์ชี้แจงว่าพี่ชายมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดขั้นรุนแรง ผู้ป่วยอาจถูกเหล็กตำโดยไม่รู้สึกตัว และสาเหตุการติดเชื้ออาจจะมาจากความสกปรกของเหล็ก จนนำมาสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดมากกว่าแมงมุมพิษกัด


          สำหรับรูปภาพที่ถูกแชร์นั้น หลานได้นำภาพและข้อความไปแชร์ทางเฟซบุ๊ก เพราะอยากให้มีการตรวจสอบ หรือผู้ที่มีความรู้ออกมาอธิบายให้ความกระจ่างเท่านั้น ซึ่งล่าสุด น.พ.ยงยศ ธรรมวุฒิ สาธารณสุข จ.สุราษฎร์ธานี จะไปตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง

 

ที่มา: http://hilight.kapook.com/view/106717 และข่าวสด

 

รู้จัก "แมงมุมพิษ" มหาภัย สารพัดสายพันธุ์ (6 สิงหาคม 2557)

            ตามข่าวที่รายงานเรื่องมีคนถูกแมงมุมมีพิษกัดจนขาเหวอะนั้น (รายละเอียด) ล่าสุดทาง รพ. ศิริราชคาดว่าแมงมุมที่กัดเป็นแมงมุมมีพิษสีน้ำตาลไม่ใช่แมงมุมแม่ม่ายอย่างที่หลายคนเข้าใจ (ดูข่าว) จริงๆแล้วแมงมุมมีพิษมันใกล้ตัวเราขนาดไหน แล้วเราจะรับมือกับมันยังไง เลยเอาบทความนี้มาฝากค่ะ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แมงมุม ตัวเล็กนิดเดียว แต่ถ้าเป็นสายพันธุ์พิษร้ายแรงก็ทำให้ "มนุษย์" เราถึงตายได้ถ้าโดนกัด เคสภัยแมงมุมสยองล่าสุดในเมืองไทย เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายคือ นายอุทัย เวียงคำ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 5 ต.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ วันที่ 8 ก.ค. เข้านอนอยู่ในบ้านตัวเองแท้ๆ จู่ๆ ถูกแมงมุมตัวสีน้ำตาลกัดเข้าให้ ด้วยปฏิกิริยาตอบโต้อัตโนมัติ จึงฆ่าแมงมุมตายจากนั้นนอน หลับต่อ ไม่ได้คิดอะไร ผ่านไปไม่กี่วัน ปรากฏว่าแผลเริ่มปวดบวมอักเสบร้ายแรง พิษจากแผลลามเข้าสู่ร่างกาย ต้องหามส่งโรงพยาบาลเด่นชัย ก่อนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลแพร่ ล่าสุดแพทย์วินิจฉัยว่าอาจต้องตัดขาทิ้ง เพื่อรักษาชีวิต ขณะที่ญาติยังไม่แน่ใจ รอว่าอาจเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นได้

/data/content/25120/cms/e_bdegmoxyz189.jpg

         ข่าว คราวแมงมุมมหาภัยดังกล่าว ทำให้คนหวาดผวาไปทั่ว สำหรับผลการตรวจวิเคราะห์โดย "ศิริราช" ชี้ชัดออกมาว่า แมงมุมพิษที่เล่นงานนายอุทัย ไม่ใช่สายพันธุ์ "แม่ม่ายสีน้ำตาล" แต่แท้จริงแล้ว คือ พันธุ์ "แมงมุมพิษสีน้ำตาล"

          18 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่ตึกอำนวยการ ร.พ.ศิริราช พญ.ธัญจิรา จิรนันทกาญจน์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาคลินิก ศูนย์พิษวิทยาศิริราช แถลง ข่าว ผลพิสูจน์ซากแมงมุมว่า ศูนย์พิษฯ ได้รับการติดต่อจาก ร.พ.แพร่ เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับผู้ป่วยที่สงสัยว่าถูกแมงมุมพิษกัดที่ขา 2 ข้าง เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา

          ซึ่งเป็นวันที่สองหลังจากผู้ป่วยถูกแมงมุมกัด จากการพิจารณาพบว่า ผู้ป่วยน่าจะถูกแมงมุมกัดจริง เนื่องจาก ผู้ป่วยเห็นตัวแมงมุม สามารถบอกได้ว่าเป็นสีน้ำตาลแดง ระบุขนาด และได้ตีแมงมุมจนตาย อาการ ของผู้ป่วย เข้าได้กับกลุ่มอาการที่เรียกว่า "ล็อกโซเซลิซึม (Loxoscelism)" ซึ่งเกิดจากแมงมุมพิษสีน้ำตาลในกลุ่มล็อกโซเซเลส สปีชีส์ เนื่องจากผู้ป่วยมีอาการปวดบริเวณรอยกัด ต่อมาผิวหนังบริเวณโดยรอบที่กัดมีการบวม เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินคล้ำ และมีถุงน้ำสีน้ำเงินออกม่วง

          นอกจากนี้ ยังมีอาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ การทำงานของตับและไตผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ และติดเชื้อแทรกซ้อนในกระแสโลหิต จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ยาหดหลอดเลือด การฟอกไต และการผ่าตัดแผลที่ติดเชื้อ "อาการป่วยเช่นนี้เป็นคนละกลุ่มกับแมงมุมแม่ม่าย สีน้ำตาล แต่อาจมีการสับสนเกี่ยวกับชื่อได้ เพราะมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลเช่นเดียวกัน ซึ่งอาการของผู้ป่วยที่ถูกแมงมุมแม่ ม่ายสีน้ำตาลกัดจะมีอาการปวดอย่างรุนแรง อาจมีเหงื่อไหลออกมาก ปวดเกร็งกล้ามเนื้อท้อง ปวดขา อาการจะเด่นทางระบบประสาท และแผลไม่มีการอักเสบเช่นผู้ป่วยรายนี้" พญ.ธัญจิรากล่าว

/data/content/25120/cms/e_acdmrtvw1348.jpg

          พญ.ธัญจิรา กล่าวอีกว่า นอกจากวินิจฉัยจากอาการของผู้ป่วยแล้ว ต้องดูลักษณะของแมงมุมที่กัดด้วย จึงบอกได้ว่าถูกแมงมุมชนิดใดกัด โชคดีที่ผู้ป่วยรายนี้ได้ตีแมงมุมจนตาย โดยญาติผู้ป่วยได้เก็บซากแมงมุมนำส่งศูนย์พิษวิทยาศิริราชซึ่งเราได้รับการ ตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านแมลงและสัตว์ขาข้อคือ ผศ.ณัฐ มาลัยนวล และ รศ.พญ.สุภัทรา เตียวเจริญ ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ด้วยการดูแมงมุมด้วยตาเปล่าและกล้องจุลทรรศน์

          ผลตรวจเบื้องต้นพบว่า แมงมุมที่ส่งมานั้นมีทั้งตัวใหญ่และตัวเล็ก โดยแมงมุมตัวใหญ่เป็นแมงมุมที่พบทั่วไปตามบ้านและสวน ไม่มีพิษ ส่วนตัวเล็กขนาด 7 มิลลิเมตรนั้น พบว่า เป็นแมงมุมในกลุ่มแมงมุมพิษสีน้ำตาล (Family BrownRescluse) ลักษณะเด่นของแมงมุมกลุ่มนี้คือ มีตา 3 คู่กระจายอยู่เป็นรูปตัวยู รวมเป็น 6 ตา ซึ่งต่างจากแมงมุมทั่วไปที่มี 4 คู่หรือ 8 ตา ขณะที่เขี้ยวของแมงมุมก็โค้งเข้ามาด้านใน ไม่ได้โค้งลง

          อย่างไรก็ตาม เนื่องจากซากแมงมุมมีการเปลี่ยนสภาพ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบลักษณะเด่นของแมงมุมกลุ่มนี้ได้คือลายที่มีลักษณะ คล้ายไวโอลินที่ลำตัว จึงต้องมีกระบวนการตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป ก่อนระบุได้ชัดเจนมากกว่านี้ ถือว่าผู้ป่วยรายนี้เป็นรายแรกของประเทศไทยที่เข้ามารักษาจากการถูกแมงมุม ชนิดนี้กัด พร้อมด้วยซากแมงมุม เพราะปกติส่วนใหญ่จะเข้ามารักษาอย่างเดียว โดยไม่มีซากแมงมุมและมักจะอธิบายลักษณะแมงมุมไม่ได้

          ด้าน รศ.พญ.สุภัทรากล่าวว่า แมงมุมพิษที่พบทั่วไปเท่าที่มีรายงานคือ แมงมุม แม่ม่ายดำ แม่ม่ายน้ำตาล และแมงมุมพิษสีน้ำตาล โดยแมงมุมแม่ม่ายดำจะมีขนาด 1-2 เซนติเมตร ตัวสีดำ เมื่อผสมพันธุ์แล้วจะ "จับตัวผู้กิน" จึงได้ชื่อว่าแม่ม่าย ลักษณะเด่นคือ มีลายนาฬิกาทรายใต้ท้อง ส่วนแมงมุมแม่ม่ายน้ำตาลจะมีลักษณะเช่นเดียวกับแมงมุม แม่ม่ายดำ แต่มีสีน้ำตาล โดยพิษในกลุ่มแมงมุมแม่ม่ายจะส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ผิวหนังตาย มีเลือดออก มีพิษรุนแรง อาจทำให้เสียชีวิตได้

          ส่วน "แมงมุมสีน้ำตาล" มี ขนาดเล็กเช่นกันประมาณ 1-2 เซนติเมตร ลักษณะเด่นคือมีลายไวโอลินที่ส่วนของอก แต่พิษของแมงมุม สีน้ำตาลจะไม่เป็นพิษต่อระบบประสาท แต่พิษจะทำปฏิกิริยาที่เยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้เซลล์ตาย เมื่อถูกกัดมักไม่มีอาการในระยะแรกแต่ หลังจากนั้น 3-8 ชั่วโมงจะเริ่มรู้สึกเจ็บ บวมแดง มีการอักเสบ เป็นผื่น แผลเริ่มมีสีดำไหม้ เป็นหนอง ขนาดแผลเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2.5 เซนติเมตร หากไม่รักษาเนื้อจะตายลุกลามไปเรื่อยๆ แมงมุมสีน้ำตาลไม่ใช่แมงมุมในถิ่นบ้านเรา ส่วนใหญ่ อยู่แถบอเมริกากลาง เช่น เม็กซิโก

/data/content/25120/cms/e_ilmnprswxy46.jpg

          นพ.สุชัย สุเทพารักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมพิษวิทยาคลินิก และที่ปรึกษาสถานเสาวภา ให้ ความรู้ว่า สถานเสาวภามีคลินิกพิษจากสัตว์ รับปรึกษาผู้ป่วยจากงูกัด สัตว์มีพิษ สำหรับแมงมุมมีเข้ามาปรึกษาประปราย ปีละไม่ถึง 10 ราย แต่เชื่อว่าคนที่ถูกแมงมุมกัดมีมากกว่านั้นแต่ไม่ได้เข้ามาปรึกษา

          ทั้งนี้ แมงมุมนั้นมีพิษทั้งหมด อยู่ที่ว่ามีพิษมากหรือพิษน้อย อย่างแมงมุมทั่วไปก็สามารถกัดได้ แต่อาการจะคล้ายแมลงกัดต่อย มีอาการปวดบวมร้อน ดังนั้น เวลาถูกแมงมุมกัดจะแยกว่ามีพิษมากหรือน้อย ควรไปพบแพทย์หรือไม่ ให้สังเกตจากอาการ เพราะส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจำลักษณะแมงมุมไม่ได้ หากถูกกัดแล้วให้รอดูอาการ 1 คืน หากมีอาการแค่ปวดบวมธรรมดา เจ็บหรือผื่นขึ้นก็ไม่เป็นไร แต่หากอาการไม่ดีขึ้นต้องรีบ มาพบแพทย์

          นอก จากนี้ หากถูกกัดแล้วมีอาการปวดจนทนไม่ไหว หน้ามืด อาเจียน ไข้ขึ้น ให้มาพบแพทย์ทันที ส่วนการป้องกันแมงมุมกัดนั้น พวกยาทาป้องกันอาจใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง ทางที่ดีคือควรจัดบ้านให้สะอาด และไม่แหย่แมงมุมเล่น "แมงมุม 1 ตัว ทำให้เสียชีวิตน้อยมาก แต่ทำให้อาการหนักได้ บางสายพันธุ์แม้พิษจะรุนแรงมากกว่างู แต่ด้วยสัดส่วนของแมงมุมแล้ว ซึ่งมีขนาดเล็ก ปริมาณพิษจึงน้อยมาก ก็ไม่ทำให้เกิดพิษรุนแรง นอกจากนี้ แมงมุมแต่ละตัวปริมาณน้ำพิษไม่เท่ากันแม้จะเป็นแมงมุมชนิดเดียวกัน แต่กัดแต่ละครั้งก็ทำให้ ผู้ป่วยเกิดอาการมากน้อยต่างกันได้บางรายกัดเป็นแผล บางรายก็อาจรุนแรง" นพ.สุชัยกล่าว

ที่มา: สสส. http://www.thaihealth.or.th

 

ตอบโจทย์ในข่าวลือเรื่องยุงสายพันธุ์ใหม่ที่เป็นข่าว (19 กค. 2557)

จากข่าวที่นำเสนอและจากภาพยุงที่เห็น น่าจะเป็นยุงในกลุ่มยุงก้นปล่อยกลุ่ม Hyrcanus group ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า

ผู้ป่วยน่าจะเกิดอาการแพ้จากการถูกยุงกัด ทั้งนี้คงต้องรอผลสรุปจากแพทย์

 

แชร์ว่อนเน็ต! ผวายุงสายพันธุ์ใหม่ แพทย์ยังไม่ฟันธง

เมื่อ ช่วงเย็นวันที่ 12 ก.ค. มีรายงานว่า เด็กหญิงเอ (นามสมมุติ) อายุ 10 ขวบ นักเรียนชั้น ป.5 จาก รร.ดังใน จ.ชุมพร ป่วยด้วยอาการไข้ ต้องเข้ารักษาตัวในห้องไอซียู ที่ รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ โดยแพทย์ระบุว่า เด็กหญิงคนดังกล่าวป่วยเป็นไข้เลือดออก ซึ่งขณะนี้ภาวะเกล็ดเลือดดีขึ้นแล้วแต่ยังมีภาะวะแทรกซ้อน

ทั้ง นี้ นพ.ประภาส จิตตาศิรินุวัตร ผู้อำนวยการ รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เผยว่า ได้รับตัวเด็กหญิงจาก รพ.เอกชนแห่งหนึ่งในชุมพร เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในภาวะช็อก อาการหนักมาก จึงนำเข้าห้องไอซียู โดยมีอาจารย์แพทย์ทางด้านเด็ก 2 ท่าน ได้ทำการรักษาด้วยตนเอง และนอนเฝ้าไข้ในห้องไอซียู เป็นเวลา 3 วัน 3 คืนแล้ว เนื่องจากต้องผลัดกันดูอาการทุกนาที ในที่สุดเด็กก็พ้นภาวะช็อก แต่มีอาการแทรกซ้อนทางตับ ไต และสมอง จึงต้องปั๊มหัวใจและใช้เครื่องช่วยหายใจ ไม่สามารถบอกได้ว่าอาการจะเป็นอย่างไรต่อไป

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นแพทย์ยืนยันว่า อาการดังกล่าวของเด็กหญิงคือเป็นไข้เลือดออก ส่วนที่มีแผลผุผองตามแขนและขานั้นต้องตรวจสอบว่ามาจากอะไร ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นยุงสายพันธุ์ใหม่ตามข่าวลือหรือไม่ เนื่องจากต้องผ่านการวิจัยทางการแพทย์ก่อน 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า "BooMs P Mill" ได้โพสต์ภาพยุงและสภาพผู้ที่ถูกยุงกัดจนเป็นผื่นแดงลามทั้งขา โดยระบุว่า น้องสาวถูกยุงกัดเมื่อ 4 วันก่อน แพทย์บอกว่าเป็นยุงสายพันธุ์ใหม่ยังไม่มียารักษา โดยกำลังทำการวิจัย ทั้งนี้ รพ.อุดรธานี แจ้งว่าเป็นคนไข้รายแรกที่มีอาการเช่นนี้

ที่มา http://news.sanook.com/

--------------------------------------------------

เตือนภัย! 'แมลงกระเบื้อง' นำโรคสู่คนได้ เจอแล้วต้องรีบกำจัด!

จากกรณีที่พบแมลงกระเบื้องจำนวนมากอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 69 หมู่ที่ 11 ต.ทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เป็นเวลากว่า 3 เดือนนั้น

นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า คร.ได้ให้กลุ่มกีฏวิทยาและควบคุมแมลงนำโรค สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง เข้าไปตรวจสอบในพื้นที่พร้อมทั้งทำการกำจัดแมลงดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแมลงกระเบื้องจัดเป็น ด้วงปีกแข็ง ซึ่งด้วงตัวแก่ที่อพยพเข้ามาอาศัยมากมายภายในบ้านเรือนหากเข้าหูอาจทำให้หู อักเสบได้ อาจทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจหรือแพ้ที่ผิวหนังได้ จากกลิ่นของมัน เกล็ดและขนที่หลุดร่วง หรือแม้กระทั่งหนามที่ขา นอกจากนี้ยังสามารถนำโรคอาหารเป็นพิษ 2 ชนิด ได้แก่เชื้ออีโคไล (Escherichia coli) ซึ่งพบในอุจจาระแหล่งสกปรกและเชื้อซาลโมเนล่า (Salmonella sp.) มาสู่คนได้ เชื้อโรคจะติดมาตามขาและลำตัวของมัน หากปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำดื่มของคน จะทำให้ป่วยได้ ดังนั้นจึงขอแนะนำประชาชนหากพบจะต้องรีบกำจัดทันที

ทั้ง นี้ แมลงกระเบื้อง เป็นด้วงปีกแข็งขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่อยู่ในวงศ์เดียวกันกับด้วงมอดแป้ง (ด้วงหนอนนก) แต่มีความเป็นอยู่สกปรกกว่าด้วงมอดแป้ง เป็นแมลงมีลำตัวกลมรี ตลอดลำตัวมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำและเปลือกค่อนข้างแข็ง ชอบอาศัยอยู่ตามพื้นดินในที่ต่างๆ เช่น ใต้ไม้ผุๆ ใต้ก้อนหิน ตามรังมด รังปลวก อยู่ตามต้นพืชหลายชนิด หรืออยู่ตามบ้านเรือน ตามกองใบไม้ทับถม และตามที่ที่มีเชื้อราขึ้น บางทีอาจพบอยู่ตามซากสัตว์เน่าเปื่อย ตัวหนอนของด้วงชนิดนี้สามารถเดินได้เร็วและชอนไชเก่งมาก ชอบดินชื้นๆ ทั้งระยะตัวหนอนและระยะตัวแก่จะออกหาอาหารในเวลากลางคืน

นพ.โสภณ กล่าวต่อไปว่า การป้องกันกำจัดแมลงกระเบื้อง คือ ลดหรือกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของด้วง โดยรักษาความสะอาดบ้านเรือน และบริเวณบ้านให้โล่งเตียน กำจัดเศษใบไม้ทับถม ส่วนเศษมูลสัตว์ที่จะทำเป็นปุ๋ยคอก ควรตากแดดให้แห้ง แล้วเก็บไว้ในถุงที่มิดชิดหรือนำไปใช้ใส่ต้นไม้ทันที และหากต้องการป้องกันและกำจัดไม่ให้ด้วงเข้าไปอยู่ในบ้าน ให้ใช้แสงไฟนีออนดักล่อด้วงตัวแก่ก่อนที่จะเข้าบ้าน เพราะด้วงชอบเล่นไฟนิออนตอนกลางคืน ให้ต่อหลอดไฟนิออนออกห่างจากตัวบ้านประมาณ 5-10 เมตร สูงจากพื้นประมาณ 2 เมตร ทำโคมสังกะสีโค้งๆ ครอบเหนือหลอดไฟไว้ แล้ววางกะละมังบรรจุน้ำครึ่งกะละมังผสมผงซักฟอก 1-2 กำมือคนให้ละลายไม่ต้องให้มีฟอง วางไว้บนพื้นใต้หลอดไฟ เมื่อมีฝูงด้วงมาเล่นไฟแล้วบินชนโคมไฟ ด้วงจะตกลงในกะละมังเมื่อปีกเปียกน้ำผสมผงซักฟอกจะไม่สามารถไต่หรือบินขึ้น มาได้และจะจมน้ำตายในที่สุด ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีการกำจัดชั่วคราวช่วยลดความรำคาญได้ สำหรับบ้านที่มีตัวด้วงบุกเข้าไปอยู่ในบ้านแล้ว ให้ใช้ไม้กวาดและที่ตักผงกวาดรวบรวมตัวด้วงนำไปใส่ในกะละมังบรรจุน้ำผสมผง ซักฟอกดังกล่าวเพื่อฆ่าฝูงด้วงได้เช่นกัน

สำหรับการกำจัดด้วงชนิดนี้ แบบถาวร ให้ใช้สารเคมีที่มีชื่อว่าสารไพรีทรอยด์ชนิด ไซฟลูทริน (cyfluthrin) สูตรน้ำมันละลายน้ำ (สูตร EC) โดยนำสารเคมีไปผสมกับน้ำให้ได้น้ำยาที่มีตัวสารออกฤทธิ์ 0.2 กรัมในน้ำยาที่ผสมแล้ว 50 มิลลิลิตร (หากจะใช้น้ำยาในปริมาณมากก็คำนวณเพิ่มได้) แล้วนำไปฉีดพ่นโดยใช้เครื่องพ่นแบบสูบอัดลม พ่นให้ละอองน้ำยาตกลงถูกตัวแมลงเป้าหมาย หรือพ่นบนพื้นผิวแหล่งที่อยู่อาศัยของด้วงเพื่อฆ่าระยะตัวหนอนด้วย โดยพ่นในปริมาณ 50 มิลลิลิตรต่อพื้นที่หนึ่งตารางเมตร หรือหากจะพ่นตามผนังอาคารบ้านเรือนที่ด้วงเคยมาเกาะก็สามารถทำได้แต่ต้อง เลือกใช้สารไซฟลูทรินแบบสูตรผงละลายน้ำแทน (สูตร WP) เนื่องจากถ้าใช้สูตรน้ำมันพ่นบนผนังไม้ อิฐหรือปูน ผนังเหล่านี้จะดูดตัวสารออกฤทธิ์เข้าไปในเนื้อของมันเสียหมดเพราะสูตรน้ำมัน จะมีอนุภาคเล็กกว่าแบบสูตรผง ฤทธิ์ของสารเคมีดังกล่าวเมื่อถูกตัวด้วงจะทำให้ด้วงตายภายใน 24 ชั่วโมงและมีฤทธิ์ตกค้างบนผนังอาคาร บ้านเรือน ประมาณ 6 เดือน ด้วงจะได้ไม่มาเกาะอีก สารเคมีดังกล่าวไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยง สามารถพ่นซ้ำได้ทุก 6 เดือน โดยหาซื้อได้ที่ร้านขายอุปกรณ์การเกษตรทั่วไป.

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/426208