1. การติดป้ายชื่อผู้ป่วยบนหลอดเก็บเลือด ขอให้ปฏิบัติดังนี้
    1. ปิด sticker เป็นแนวตรง ไม่ม้วนเกลียวรอบหลอดเก็บเลือด
    2. เมื่อปิด sticker แล้วยังมองเห็นแถบสีที่บอกชนิดของหลอดเก็บเลือดและเว้นช่องว่างให้เห็นขีดบอกระดับ เลือดที่ต้องเจาะ และระดับเลือดที่ใส่ลงมาในหลอด
    3. ถ้า sticker ยาวเกินหลอดเก็บเลือด ให้ตัดส่วนที่เกินออกได้ โดยให้เหลือส่วนที่เป็น HN และ ชื่อ หรือจะพับ sticker ส่วนที่เกินเข้าหากันก็ได้
  2. การเจาะเลือดให้ปฏิบัติดังนี้
    1. ตรวจดูว่าป้ายชื่อผู้ป่วยที่ติดที่ใบขอตรวจและหลอดเก็บเลือดตรงกันหรือไม่
    2. ถามชื่อและนามสกุลผู้ป่วยทุกครั้งเมื่อจะเจาะเลือด
    3. ไม่ควรรัดแขนผู้ป่วยนานเกิน 1 นาที เนื่องจากอาจทำให้ค่าของการตรวจบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป ถ้าไม่เจาะโดยระบบสูญญากาศ ไม่ให้เปิดจุก ให้ใช้เข็มแทงผ่านจุกแล้วค่อยๆ ให้ระบบสูญญากาศดูดเลือดเข้าไปเอง ไม่ต้องดันลูกสูบกระบอกฉีดยา
  3. ในกรณีที่มีการส่งเลือดหลายหลอด ลำดับในการใส่เลือดลงหลอด ให้ปฏิบัติดังนี้​
    1. Tube clotted blood mix โดยการ invert ขึ้นลง 5 ครั้ง
    2. Tube EDTA mix โดยการ invert ขึ้นลง 8 ครั้ง
    3. Tube heparin mix โดยการ invert ขึ้นลง 8 ครั้ง
    4. Tube citrate mix โดยการ invert ขึ้นลง 8 ครั้ง
    5. การปั่นแยกพลาสม่า หรือ serum ต้องทำการปั่นแยกการเจาะเลือด
  4. สำหรับผู้ขอรับบริการที่เป็นคนไข้ของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน, คนไข้จากโรงพยาบาลอื่น หน่วยงานวิจัยต่าง ๆ หรือ บริษัทเอกชน สามารถเก็บสิ่งส่งตรวจตามชนิดของหลอดเก็บเลือดตามตารางด้านล่างนี้
ลำดับ รายการ ชนิดตัวอย่าง ปริมาตร การเก็บรักษา
1 ตรวจหาซีโรไทป์ของเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเด็งกี(Dengue virus) ด้วยวิธี Real time RT-PCR test EDTA blood, Clotted blood, EDTA plasma, Serum ผู้ใหญ่หรือเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปเจาะเลือดอย่างน้อย 2 ml
เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เจาะเลือดอย่างน้อยจำนวน 1 ml
กรณีเป็นเลือดเก็บ 2-8 °C เก็บได้ 6 ชั่วโมงหากมากกว่านั้นให้ปั่นแยก serum หรือ plasma แล้วเก็บไว้ที่ -20 °C ถึง -80 °C
Plasma หรือ serum ปริมาตรต้องไม่ต่ำกว่า 0.5-1 ml ในหลอด microcentrifuge ปิดฝาให้สนิทและพันด้วย parafilm
2 ตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgM และ IgG ต่อเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเด็งกี่ (Dengue virus) ด้วย ELISA EDTA blood, Clotted blood, Citrate blood, Heparinized blood, Plasma, Serum ผู้ใหญ่หรือเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปเจาะเลือดอย่างน้อย 2 ml
เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เจาะเลือดอย่างน้อยจำนวน 1 ml
กรณีเป็นเลือดเก็บ 2-8 °C เก็บได้ 24 ชั่วโมงหากมากกว่านั้นให้ปั่นแยก serum หรือ plasma แล้วเก็บไว้ที่ -20 °C ถึง -80 °C
Plasma หรือ serum ปริมาตรต้องไม่ต่ำกว่า 0.5-1 ml ในหลอด microcentrifuge ปิดฝาให้สนิทและพันด้วย parafilm
3 ตรวจหาเชื้อไวรัส Chikungunya ด้วยวิธี Real time RT-PCR EDTA blood, otted blood, EDTA plasma, Serum EDTA plasma จำนวน 2 ml EDTA blood ปริมาตร 5 ml, Clotted blood จำนวน 5 ml, Serum จำนวน 2 ml กรณีเป็นเลือดเก็บ 2-8 °C เก็บได้ 24 ชั่วโมงหากมากกว่านั้นให้ปั่นแยก plasma หรือ serum แล้วเก็บไว้ที่ -20 °C ถึง -80 °C
4 ตรวจหาเชื้อไวรัส Zika virus ด้วยวิธี Real time RT-PCR Urine, EDTA blood, Clotted blood, EDTA plasma, Serum Urine เก็บ 2 ml, EDTA plasma จำนวน 2 ml , Serum จำนวน 2 ml, EDTA blood ปริมาตร 5 ml, Clotted blood จำนวน 5 ml กรณีเป็นเลือดเก็บ 2-8 °C เก็บได้ 24 ชั่วโมงหากมากกว่านั้นให้ปั่นแยก plasma หรือ Serum แล้วเก็บไว้ที่ -20 °C ถึง -80 °C กรณีเป็น Urine 2-8 °C เก็บได้ 24 ชั่วโมงหากมากกว่านั้น เก็บไว้ที่ -20 °C ถึง -80 °C
5 การตรวจวินิจฉัยปรสิตด้วยวิธี Stool concentration technique ตัวอย่างอุจจาระ ประมาณขนาดนิ้วหัวแม่มือ โดยให้กระจายเก็บให้ทั่วก้อนอุจจาระและเลือกเก็บอุจจาระในบริเวณที่มีสีแตกต่างกันหรือเลือกจุดที่มีความผิดปกติ ตัวอย่างอุจจาระที่เก็บมาจากบ้านควรนำส่งไม่เกิน 4 ชั่วโมง ในกรณีมีความจำเป็นต้องเก็บในตู้เย็นสามารถเก็บในช่องธรรมดาไม่ควรเกินระยะเวลา 1 วัน
6 การตรวจวินิจฉัยปรสิตด้วยวิธี Direct wet smear ตัวอย่างอุจจาระ ประมาณขนาดนิ้วหัวแม่มือ โดยให้กระจายเก็บให้ทั่วก้อนอุจจาระและเลือกเก็บอุจจาระในบริเวณที่มีสีแตกต่างกันหรือเลือกจุดที่มีความผิดปกติ ตัวอย่างอุจจาระที่เก็บมาจากบ้านควรนำส่งไม่เกิน 4 ชั่วโมง ในกรณีมีความจำเป็นต้องเก็บในตู้เย็นสามารถเก็บในช่องธรรมดาไม่ควรเกินระยะเวลา 1 วัน
7 การตรวจหาพยาธิเข็มหมุดโดยวิธีสก๊อตเทป (Scotch tape technique) เทปกาวใสแปะบน slide เก็บ slide ที่อุณหภูมิห้องได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง
8 การตรวจวินิจฉัยเชื้อมาลาเรียด้วยฟิล์มเลือด Thick Film และ Thin Film EDTA Blood -เจาะเลือดจากปลายนิ้วผู้ป่วยปริมาณ 10 µL
-EDTA blood ปริมาณ 2-3 mL
เก็บสิ่งส่งตรวจที่อุณหภูมิห้องได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง
9 การตรวจหาเลือดปนเปื้อนในอุจจาระด้วยวิธี Immunochromatographic Test ตัวอย่างอุจจาระ -ประมาณขนาดนิ้วหัวแม่มือ โดยให้กระจายเก็บให้ทั่วก้อนอุจจาระและเลือกเก็บอุจจาระในบริเวณที่มีสีแตกต่างกันหรือเลือกจุดที่มีความผิดปกติ เช่น มีมูกเลือด
-เก็บอุจาระที่ถ่ายใหม่ ๆ และถ่ายลงในกระโถน
– ห้ามรับประทานอาหารเหล่านี้ก่อนตรวจอุจจาระภายใน 48-72 ชั่วโมง บีตรูต แครอท กล้วยหอม น้ำองุ่น แคนตาลูป แตงกวา ผักบล็อกโคลี ผักดอกกะหล่ำ ฮอสแรดิช เทอร์นิพ เห็ดชนิดต่างๆ เนื้อแดง เนื้อปลา เนื้อไก่ การทานธาตุเหล็ก เลือดหมู เลือดไก่ วิตามินซีหรือเครื่องดื่มที่ผสมวิตามินซี
ตัวอย่างอุจจาระที่เก็บมาจากบ้านควรนำส่งไม่เกิน 4 ชั่วโมง ในกรณีมีความจำเป็นต้องเก็บในตู้เย็นสามารถเก็บในช่องธรรมดาไม่ควรเกินระยะเวลา 1 วัน
10 การตรวจหาเชื้อ Zika virus Chikungunya virus และ Dengue virus ด้วยวิธี Multiplex Real time RT-PCR EDTA blood, Clotted blood ผู้ใหญ่หรือเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปเจาะเลือดอย่างน้อย 2 ml
เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เจาะเลือดอย่างน้อยจำนวน 1 ml
2-8 °C เก็บได้ 6 ชั่วโมงหากมากกว่านั้นให้ปั่นแยก serum หรือ plasma แล้วเก็บไว้ที่ -20 °C ถึง -80 °C
Plasma หรือ serum ปริมาตรต้องไม่ต่ำกว่า 0.5-1 ml ในหลอด microcentrifuge ปิดฝาให้สนิทและพันด้วย parafilm

การตรวจหาเชื้อ SAR-CoV-2 ด้วยวิธี Real time RT-PCR

เพื่อให้การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการมีความถูกต้องและแม่นยำ ผู้เก็บสิ่งส่งตรวจควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

  1. ก่อนเก็บตัวอย่างจากผู้ป่วย ควรเตรียมวัสดุที่จะใช้ให้พร้อมรวมถึงหลอดเก็บตัวอย่าง รายละเอียดของผู้ป่วย เช่น ชื่อผู้ป่วย ชนิดตัวอย่าง วันเดือนปีบนฉลากข้างหลอดและปิดทับสลากด้วยวัสดุกันน้ำ และสวมใส่ PPE ให้เหมาะสม
  2. เก็บตัวอย่างเร็วที่สุด หลังจากได้รับเชื้อภายใน 2-14 วันหรือเก็บตัวอย่างที่สุดหลังจากสัมผัสโรค/สัมผัสผู้ป่วยมาแล้ว 5 วัน
  3. ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ปอดบวม ปอดอักเสบ ควรเก็บตัวอย่างจากระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น bronchoalveolar และ tracheal aspirate เก็บปริมาตรอย่างน้อย 2-3 mL, sputum เก็บปริมาตรอย่างน้อย 0.5-1 mL ใส่ภาชนะปลอดเชื้อไม่ต้องใส่ UTM/VTM ยกเว้นกรณีผู้ป่วยใส่ tube ให้ตัดสาย ET-tube จุ่มลงในหลอด UTM/VTM และควรเก็บตัวอย่างจากทางเดินหายใจส่วนบนควบคู่ไปด้วยเพื่อเพิ่มโอกาสการพบเชื้อจากการเก็บตัวอย่างหลายระบบ
  4. ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ให้เก็บตัวอย่าง เช่น nasopharyngeal aspirate, nasopharyngeal wash, nasopharyngeal swab, throat swab
  5. ผู้ป่วยที่เก็บตัวอย่างเป็น swab ควรเก็บ nasopharyngeal swab ร่วมกับ throat swab ใส่ใน UTM/VTM ในหลอดเดียวกันเพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อไวรัส (ใช้ Dacron หรือ Rayon swab ที่ก้านทำด้วยลวดหรือพลาสติก และไม่มีสาร calcium alginate) เมื่อป้ายเสร็จให้จุ่มลงในหลอด UTM/VTM ปริมาตร 1 หรือ 3 mL แล้วหักหรือตัดปลายด้าม swab ทิ้งเพื่อปิดหลอดตัวอย่างได้สนิท
  6. บรรจุตัวอย่างในหลอดที่ป้องกันการรั่วไหล (Leak proof) เมื่อเก็บตัวอย่างเรียบร้อยแล้ว ปิดฝาหลอดหรือภาชนะเก็บตัวอย่างให้สนิทพันด้วย เทป แล้วถอดถุงมือชั้นนอกสุด เปลี่ยนสวมถุงมือคู่ใหม่เพื่อลดการปนเปื้อน ภายนอกหลอดวัตถุตัวอย่างให้เช็ดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ 0.1 % โซเดียมไฮโปคลอไรต์
  7. เมื่อเก็บตัวอย่างแล้วต้องแช่ในกระติกน้ำแข็งทันทีหรือเก็บในตู้เย็น อุณหภูมิ 2-8 °C แล้วส่งห้องปฏิบัติการภายใน 24 ชั่วโมง กรณีที่ไม่สามารถส่งตรวจภายใน 24 ชั่วโมง ให้เก็บในตู้แช่ที่อุณหภูมิตั้งแต่ -70 °C ขึ้นไป

 

การบรรจุวัตถุตัวอย่างเพื่อส่งห้องปฏิบัติการ

  1. พันรอบหลอดวัตถุตัวอย่างด้วยวัสดุดูดซับของเหลว โดยวัสดุดูดซับของเหลวที่ใช้ต้องเพียงพอที่จะสามารถดูดซับของเหลวจากภาชนะทั้งหมดได้ในกรณีที่ภาชนะชั้นในแตกหักหรือรั่ว
  2. ใส่ถุงซิปชั้นที่ 1 แล้วทำความสะอาดภายนอกด้วย 70 % แอลกอฮอล์ สวมถุงมือคู่ใหม่ สวมถุงซิปชั้นที่ 2 ทำความสะอาดถุงซิปอีกครั้งด้วย 70 % แอลกอฮอล์
  3. นำหลอดวัตถุตัวอย่างในถุงพลาสติกซิป 2 ชั้นใส่ลงในกระป๋องพลาสติกที่แข็งแรง (ภาชนะชั้นที่ 2) ป้องกันการรั่วไหลได้ดี มีฝาปิดสนิทไม่รั่วซึม สามารถทนแรงกระแทกได้ และฉีดพ้นน้ำยาฆ่าเชื้อภายนอกกระป๋อง
  4. นำกระป๋องใส่ลงในกล่องโฟม (ภาชนะชั้นที่ 3) ที่มีคุณสมบัติแข็งแรงทนต่อการกระแทก นำ ice pack ใส่ลงไปในช่องว่างระหว่างกล่องโฟม (ภาชนะชั้นที่ 3) และกระป๋อง (ภาชนะชั้นที่ 2) ให้เพียงพอ เพื่อควบคุมอุณหภูมิให้ได้ระหว่าง 2-8 °C ตลอดการขนส่ง พันเทปกาวที่ฝากล่องโฟมให้เรียบร้อย ฉีดพ้นน้ำยาฆ่าเชื้อภายนอกกล่องโฟม
  5. ด้านนอกกล่องโฟม (ภาชนะชั้นที่ 3) ให้แสดงรายละเอียดได้แก่ ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ ผู้รับ หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อของผู้ควบคุมการขนส่ง ชื่อผู้ส่ง หมายเลขโทรศัพท์ผู้ส่ง ติดตราสัญลักษณ์สารชีวภาพอันตราย สัญลักษณ์ลูกศรแสดงทิศทางการวางบรรจุภัณฑ์
  6. ถอดชุด PPE ทิ้งในถังขยะติดเชื้อแล้วนำไปทำลายหรือฆ่าเชื้อ

การตรวจหาเชื้อ Mpox virus ด้วยวิธี Real time PCR เพื่อให้การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการมีความถูกต้องและแม่นยำ ผู้เก็บสิ่งส่งตรวจควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

เพื่อให้การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการมีความถูกต้องและแม่นยำ ผู้เก็บสิ่งส่งตรวจควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

  1. ก่อนเก็บตัวอย่างจากผู้ป่วย ควรเตรียมวัสดุที่จะใช้ให้พร้อมรวมถึงหลอดเก็บตัวอย่าง รายละเอียดของผู้ป่วย เช่น ชื่อผู้ป่วย ชนิดตัวอย่าง วันเดือนปีบนฉลากข้างหลอดและปิดทับสลากด้วยวัสดุกันน้ำ และสวมใส่ PPE ให้ครบถ้วน ได้แก่ เสื้อคลุมควรเป็นชนิดป้องกันของเหลวซึมผ่าน หมวกคลุมผล หน้ากาก N95 หรือเครื่อง respirator hood with supplied filtered-air (power air purify respirator; PAPR) อุปกรณ์ป้องกันอันตรายบริเวณใบหน้า (face shield) สวมใส่ถุงมือ 2 ชั้น และถุงหุ้มรองเท้า หรือสวมใส่ PPE ตามที่สถานพยาบาลนั้นกำหนด เมื่อเก็บตัวอย่างผู้ป่วยเสร็จแล้ว ควรเปลี่ยน PPE ใหม่ทั้งหมดก่อนออกสู่พื้นที่อื่น
  2. เก็บของเหลวในตุ่มน้ำ (vesicles) หรือ ตุ่มหนอง (pustules) ปริมาณ 0.5–1 มล. โดยทำความสะอาดตุ่มแผลด้วย 70 % แอลกอฮอลล์  ใช้ disposable syringe พร้อมเข็มเจาะและดูดน้ำในตุ่มแผล  เก็บใส่หลอดปราศจากเชื้อ  ปิดฝาให้สนิทแช่ในตู้เย็น 2-8 ◦C รอการนำส่ง (ให้เจาะและดูดน้ำในตุ่มแผลหลายๆแผลรวมกันในหลอดเดียว เพื่อให้มีปริมาณมากพอสำหรับการแยกเชื้อ)
  3. Swab จากตุ่มแผล ให้ทำความสะอาดตุ่มแผลด้วย 70 % แอลกอฮอลล์   ใช้กรรไกรตัดผิวหนังที่คลุมตุ่มแผลจากนั้นใช้ใบมีดแลนเซ็ต (lancet) ปราศจากเชื้อขูดแผลจนกระทั่งผิวชื้นแต่เลือดยังไม่ออก แล้วใช้ไม้ swab ปราศจากเชื้อป้ายที่แผล แล้วรีบแช่ swab ลงในหลอด viral transport media (VTM) ปริมาตร 1-2 มล.หรือ ใส่ในหลอดปราศจากเชื้อ หักด้าม swab ทิ้งเพื่อปิดหลอดให้สนิท เก็บในกระติกน้ำแข็ง (2-8 ◦C) ทันที ควรป้าย 2 ตำแหน่งหรือ 2 swab แล้วจุ่มลงในหลอด VTM เดียวกัน เพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อไวรัสในหลอดตัวอย่าง
  4. Throat swab เก็บในกรณีที่ผู้ป่วยอาจมีแผลหรือตุ่มพองในกระพุ้งแก้ม หรือเก็บในผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันแต่ยังไม่แสดงอาการ ใช้ swab ป้ายภายในบริเวณ posterior pharynx จุ่มปลาย swab ลงในหลอด viral transport media (VTM) หักด้าม swab ทิ้งเพื่อปิดหลอดให้สนิท
  5. ไม่ควรใช้ swab ที่มี calcium alginate หรือ swab ที่ด้ามทำด้วยไม้เพราะอาจมีสารที่ยับยั้งไวรัสบางชนิด หรือยับยั้งปฏิกิริยา PCR ควรใช้ Dacron หรือ Rayon swab ที่ด้ามทำด้วยลวดหรือพลาสติก
  6. ตัวอย่างสารคัดหลั่งและ swab จากตุ่มแผล ต้องแช่เย็น  (2 ถึง 8°C) หรือ แช่แข็ง (-20°C  หรือต่ำกว่า) ภายใน 1 ชั่วโมง  กรณีที่ไม่สามารถตรวจได้ภายใน 1 สัปดาห์ให้แช่แข็งที่ -70°C ขึ้นไป

 

การบรรจุวัตถุตัวอย่างเพื่อส่งห้องปฏิบัติการ

  1. พันรอบหลอดวัตถุตัวอย่างด้วยวัสดุดูดซับของเหลว โดยวัสดุดูดซับของเหลวที่ใช้ต้องเพียงพอที่จะสามารถดูดซับของเหลวจากภาชนะทั้งหมดได้ในกรณีที่ภาชนะชั้นในแตกหักหรือรั่ว
  2. ใส่ถุงซิปชั้นที่ 1 แล้วทำความสะอาดภายนอกด้วย 70 % แอลกอฮอล์ สวมถุงมือคู่ใหม่ สวมถุงซิปชั้นที่ 2 ทำความสะอาดถุงซิปอีกครั้งด้วย 70 % แอลกอฮอล์
  3. นำหลอดวัตถุตัวอย่างในถุงพลาสติกซิป 2 ชั้น ใส่ลงในกระป๋องพลาสติกที่แข็งแรง (ภาชนะชั้นที่ 2) ป้องกันการรั่วไหลได้ดี มีฝาปิดสนิทไม่รั่วซึม สามารถทนแรงกระแทกได้ และฉีดพ้นน้ำยาฆ่าเชื้อภายนอกกระป๋อง
  4. นำกระป๋องใส่ลงในกล่องโฟม (ภาชนะชั้นที่ 3) ที่มีคุณสมบัติแข็งแรงทนต่อการกระแทก นำ ice pack ใส่ลงไปในช่องว่างระหว่างกล่องโฟม (ภาชนะชั้นที่ 3) และกระป๋อง (ภาชนะชั้นที่ 2) ให้เพียงพอ เพื่อควบคุมอุณหภูมิให้ได้ระหว่าง 2-8 °C ตลอดการขนส่ง พันเทปกาวที่ฝากล่องโฟมให้เรียบร้อย ฉีดพ้นน้ำยาฆ่าเชื้อภายนอกกล่องโฟม
  5. ด้านนอกกล่องโฟม (ภาชนะชั้นที่ 3) ให้แสดงรายละเอียดได้แก่ ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ ผู้รับ หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อของผู้ควบคุมการขนส่ง ชื่อผู้ส่ง หมายเลขโทรศัพท์ผู้ส่ง ติดตราสัญลักษณ์สารชีวภาพอันตราย สัญลักษณ์ลูกศรแสดงทิศทางการวางบรรจุภัณฑ์
  6. ถอดชุด PPE ทิ้งในถังขยะติดเชื้อแล้วนำไปทำลายหรือฆ่าเชื้อ