วันวัคซีนเอชไอวีสากล
อุดม ลิขิตวรรณวุฒิ*
แพทย์หญิง พรรณี ปิติสุทธิธรรม**
* คณะกรรมการที่ปรึกษาชุมชนระดับประเทศ
** ศูนย์วัคซีน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
วันที่ 18 พฤษภาคมของทุกปี วันวัคซีนเอชไอวีสากลเป็นวันสร้างความตระหนักเกี่ยวกับวัคซีนเอชไอวี(HIV Vaccine Awareness Day) ประธานาธิบดีคลินตันที่เป็นประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกาในสมัยนั้นเป็นผู้ริเริ่มวันสำคัญนี้ขึ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ.1997 (พศ. 2540) ปีนี้เป็นวันครบรอบปีที่ 20 วันนี้สำหรับประเทศไทยมีความหมายมากเพราะวันวัคซีนเอชไอวีสากลทำให้ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องมีวัคซีนเอชไอวีซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการที่จะยุติการแพร่ระบาดของการติดเชื้อเอชไอวี โครงการวิจัยวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีขนาดใหญ่ในจังหวัดระยองและชลบุรีในช่วงปี 2546-2552 นั้นเป็นงานวิจัยวัคซีนเอชไอวีโครงการเดียวของโลกที่แสดงว่าวัคซีนเอชไอวีที่มีความปลอดภัยและสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ระดับหนึ่งแม้จะยังไม่ถึงระดับที่จะนำมาใช้ได้ก็ตามแต่เป็นการบ่งบอกว่ามีความเป็นไปได้ที่จะคิดค้นวัคซีนเอชไอวี ผลของการวิจัยดังกล่าวนั้นทั่วโลกให้การยอมรับและเรียกการวิจัยวัคซีนโครงการนี้ในเวทีนานาชาติว่า “การวิจัยไทย”(The Thai Trial) ซึ่งก่อให้เกิดความรู้นำไปสู่การพัฒนาวัคซีนเอชไอวีรุ่นต่อไป
ในปัจจุบันมีวิธีการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีที่มีประสิทธิภาพอยู่หลายอย่าง เช่น การป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัย การป้องกันด้วยการกินยาต้านไวรัสเอชไอวีก่อนการสัมผัสเชื้อ(pre exposure prophylaxis - PrEP) การป้องกันการติดเชื้อด้วยการรักษาผู้ที่ติดเชื้อแล้วด้วยยาต้านไวรัสเพื่อให้ควบคุมปริมาณไวรัสเอชไอวีในร่างกายให้อยู่ต่ำมากไม่เกิดการแพร่เชื้อต่อไป หรือ “การรักษาเสมือนการป้องกัน” (Treatment as prevention - TasP) การป้องกันการติดเชื้อด้วยการให้หญิงตั้งครรภ์กินยาต้านไวรัสที่จะช่วยลดการแพร่เชื้อไปสู่ลูก หรือ “การป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก” (Prevention of mother-to-child transmission - PMTC) และการป้องกันการติดเชื้อด้วยการให้ผู้ที่สัมผัสกับเชื้อแล้ว(เช่นในการรักษาผู้ติดเชื้อ หรือในการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีการป้องกันการติดเชื้อกับผู้ที่มีเชื้อ)กินยาต้านไวรัส (post exposure prophylaxis - PEP) แต่วิธีการต่างๆนี้ต้องกินหรือใช้เป็นระยะหรือทุกวันและประสิทธิภาพในการป้องกันขึ้นอยู่กับการใช้หรือการกินหรือการปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง ซึ่งต่างจากวัคซีนที่ฉีดเป็นระยะในจำนวนไม่กี่เข็ม ออกฤทธิ์นาน จะช่วยลดการระบาดของโรคเอดส์และแก้ไขปัญหาการใช้ยาอย่างไม่ถูกต้องที่เป็นจุดอ่อนของการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีโดยวิธีการอื่น ดังนั้นวัคซีนจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากในการควบคุมการระบาดของโรค
ประเทศไทยได้มีการทดสอบวัคซีนป้องกันโรคเอดส์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 โดยเริ่มทำการทดสอบวัคซีน อาร์จีพี120 (rgp120) จากสายพันธ์บี(B)และอี(E) (เอดส์แว็กซ์ บี, บี/อี) [(AIDSVAX® B, B/E) ระยะที่หนึ่งและสอง ในผู้ติดยาเสพติดที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี โดยความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กระทรวงสาธารณสุขไทย และศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2537 ถึงปี 2541 ผลความสำเร็จของงานวิจัยครั้งนั้นได้นำไปสู่การพัฒนาศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนระยะที่ 3 ในกลุ่มผู้ติดยาเสพติด ซึ่งนำมาสู่การพัฒนาวัคซีนรุ่นที่สองโดยมุ่งเน้นไปที่ระบบภูมิคุ้มกันแบบพึ่งพาเซลล์ (cell mediated immune response) ด้วย
จึงนำมาสู่แนวคิดใหม่คือใช้วัคซีนปูพื้นที่เรียกว่าวัคซีน อัลแว็กซ์-เอชไอวี (วีซีพี1521) [ALVAC-HIV (vCP1521)] แล้วฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีน จีพี120 (gp120) หรือ จีพี160 (gp160) ในกลุ่มผู้ใหญ่ชาวไทย หรือที่เรียกว่าการฉีดวัคซีนแบบ “ปูพื้น-กระตุ้น” (Prime-Boost Concept) ซึ่งใช้วัคซีนสองชนิด จากผลการทดสอบระยะที่ 1 และ 2 ในปี 2542-2545 พบว่าวัคซีนมีความปลอดภัยและสามารถกระตุ้นการตอบสนองภูมิคุ้มกันทั้งในน้ำเลือดและในเซลล์ ในระดับที่ยอมรับได้
นำไปสู่การวิจัยในมนุษย์ระยะที่ 3 ปี พ.ศ.2546 “โครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลองระยะที่ 3” หรือที่เรียกว่า อาร์วี 144 ศึกษาในกลุ่มผู้ใหญ่ไทยจังหวัด ชลบุรี และระยอง ที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี จำนวนกว่า 16,000 คน โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร และสถาบันวิจัยสุขภาพ สหรัฐอเมริกา และแจ้งผลวิเคราะห์สุดท้ายสู่สาธารณชนเมื่อปลายปี 2552 สรุปว่าวัคซีนมีประสิทธิผล สามารถลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ 31.2% ที่ 3 ปี นับเป็นก้าวสำคัญยิ่งของการพัฒนาวัคซีนเอดส์ เพราะเป็นครั้งแรกของโลกที่พบว่าวัคซีนเอดส์มีประสิทธิผลในการป้องกันดังกล่าวแล้ว วัคซีนนี้ได้ถูกพัฒนาเป็นวัคซีนต่อสายพันธุ์ซีโดยใส่สารเสริมฤทธิ์ที่เรียกว่าเอ็มเอฟ 59 (MF59) ขณะนี้กำลังทดสอบหาประสิทธิผลในประเทศแอฟริกาและคาดว่าจะทราบผลในอีก 2 ปี ข้างหน้า
นอกจากนี้ยังค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างภูมิคุ้มกันกับแอนติบอดีที่มีต่อตำแหน่งวี1/วี2(V1/V2)โดยพบว่าระดับแอนติบอดีต่อตำแหน่งวี1/วี2 สูงในผู้ที่ไม่ติดเชื้อ และระดับแอนติบอดีนี้ลดลงหลัง 1 ปี อย่างรวดเร็ว จึงนำไปสู่ โครงการศึกษาต่อเนื่อง 2 โครงการ ซึ่งเรียกกันว่า อาร์วี305 (RV305) และ อาร์วี306 (RV306) ด้วยการใช้วัคซีนรูปแบบเดิมแล้วเพิ่มการฉีดกระตุ้น เพื่อที่จะศึกษาลักษณะการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นในเลือด รวมทั้งของเหลวในร่างกายโดยเฉพาะสารคัดหลั่งจากปากมดลูก น้ำอสุจิ เป็นต้น นำมาซึ่งองค์ความรู้ต่อยอดของการพัฒนาวัคซีนเอดส์อย่างก้าวกระโดด
โครงการอาร์วี305 (RV305) เป็นโครงการฉีดวัคซีนกระตุ้นในอาสาสมัครกลุ่มเดิมที่เคยได้รับวัคซีนปูพื้นกระตุ้นเมื่อ 7-8 ปีที่ผ่านม่า จำนวน 165 ราย ฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 6 เดือน ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่ได้รับวัคซีนปูพื้นอัลแวกซ์-เอชไอวี กระตุ้นด้วยวัคซีน เอดส์แวกซ์ บี/อี มีภูมิคุ้มกันสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่กระตุ้นด้วยวัคซีนเอดส์แวกซ์ บี/อี หรือวัคซีนอัลแวกซ์-เอชไอวี เพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังพบว่าสามารถตรวจพบภูมิคุ้มกันได้บ้างในสารคัดหลั่งต่างๆ และการกระตุ้นซ้ำทำให้เกิดภูมิคุ้มกันสูงขึ้น อีกทั้งยังทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของแอนติบอดีซึ่งน่าจะมีส่วนสำคัญทำให้ป้องกันได้ดีขึ้น ขณะนี้ได้มีการฉีดกระตุ้นซ้ำในอาสาสมัครกลุ่มเดิมหลัง 2 ปี
โครงการที่สองเรียกว่าอาร์วี 306 (RV306) เป็นการทดสอบระยะที่ 2 เพื่อประเมินความแตกต่างของการฉีดวัคซีนกระตุ้นที่หลังจาก 12 เดือน 15 เดือน หรือ 18 เดือน หลังเข็มแรก พบว่าการฉีดกระตุ้นห่างกัน 15 เดือน ภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นทั้งในเลือดและสารคัดหลั่งจะสูงกว่ากระตุ้นที่ 12 เดือน หรือ 18 เดือน หลังเข็มแรก โครงการนี้ทำการศึกษาใน 3 สถาบันได้แก่ ศูนย์ทดสอบวัคซีน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์วิจัยทางคลินิก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหารฝ่ายไทย และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพบกสหรัฐ และสถาบันสุขภาพสหรัฐ
ในระยะสองปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาวัคซีนปูพื้นโดยใช้เชื้อไวรัสแอด 26 (Ad26) ซึ่งเป็นไวรัสของสัตว์ที่สอดใส่ชิ้นส่วนของเชื้อเอชไอวีที่พบบ่อยทั่วโลก (Mosaic Vaccine) และกระตุ้นด้วยสารสังเคราะห์เลียนแบบส่วนเปลือกของโปรตีนจีพี 140 (Gp140) ซึ่งผลิตโดยบริษัทเจแอนด์เจ (J&J) ขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ในระยะที่หนึ่งและสองในหลายประเทศ โดยในประเทศไทยนั้นทำการศึกษาโดยคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดลและสถาบันวิจัยแพทย์ทหารบก หากพบว่าวัคซีนปลอดภัยและกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทาน ทางบริษัทมีแผนที่จะทำการศึกษาหาประสิทธิผลในประเทศแอฟริกาปลายปีนี้ และหากพบว่ามีประสิทธิผลก็อาจจะนำมาสู่การทดสอบหาประสิทธิผลต่อสายพันธ์อีในประเทศไทยต่อไป
วันวัคซีนเอชไอวีสากลเป็นวันที่เราให้ความสำคัญและระลึกถึงคุณความดีของอาสาสมัครชาวไทยทั้ง
หญิงและชายที่เข้าร่วมการวิจัยไทยจำนวนมากกว่า 20,000 คน ที่เข้าร่วมการวิจัยวัคซีนเอชไอวีในตลอดกว่า 20 ปี ที่ผ่านมา รวมถึงนักวิจัยและสมาชิกทีมการวิจัยอื่นๆ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้ให้บริการด้านสุขภาพ เจ้าหน้าที่องค์กรชุมชนและองค์กรพัฒนาเอกชน และสมาชิกชุมชนที่เกี่ยวข้องในสองจังหวัดและกรุงเทพมหานครคนที่ได้เสียสละเวลา ทรัพยากร ปฏิบัติงานตามมาตรฐานสากลจนเป็นที่ยอมรับทั่วโลก ซึ่งหากไม่มีความเสียสละของบุคคล โดยเฉพาะอาสาสมัครเหล่านี้แล้ว การวิจัยวัคซีนเอชไอวีของประเทศไทยและการวิจัยอื่นๆที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตคงจะเป็นไปได้ยาก
วันวัคซีนเอชไอวีย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องมีวัคซีนเอชไอวีเอดส์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงพอที่จะสามารถนำมาใช้ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ในราคาที่เหมาะสมกับกลุ่มใหญ่โดยเฉพาะประชากรกลุ่มเสี่ยงได้
การค้นหาวัคซีนป้องกันเอชไอวีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นได้ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายให้ความสำคัญสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้แก่นักวิจัย สถาบันการวิจัย และองค์กร/
สถาบันชุมชนต่างๆที่มีส่วนร่วมในการวิจัยมากขึ้น เพราะการวิจัยในคนจำเป็นต้องมีการให้ความรู้ ความเข้าใจที่ดีต่อผู้ที่สนใจอยากมีส่วนร่วมในการวิจัยเพื่อให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของวัคซีนเอชไอวีและมีความเข้าใจที่ถูกต้องและมั่นใจในกระบวนการวิจัย จำนวนอาสาสมัครที่มากพอต่อการประเมินประสิทธิผล ดังนั้นหากมีการเข้าใจผิดเกี่ยวกับการวิจัยวัคซีนเอชไอวีขึ้น โครงการวิจัยจะไม่สามารถดำเนินการได้ จึงมีความจำเป็นที่จะสร้างบรรยากาศและทัศนคติที่ดีต่อการวิจัยที่เกี่ยวข้องที่รวมถึงการลดการตีตราเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวกับเอชไอวีจะเป็นการเตรียมสังคมและชุมชนให้มีความพร้อมและให้การสนับสนุนต่อการวิจัยวัคซีนเอชไอวีอีกต่อไป ซึ่งขณะนี้ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหารกำลังศึกษาอุบัติการการติดเชื้อในกลุ่มชายรักชาย โดยหวังว่าจะมีการทำการศึกษาหาประสิทธิผลของวัคซีนปูพื้นแอด 26 (Ad26) ซึ่งกระตุ้นด้วยโปรตีนจีพี 140 (Gp140) ในระยะเวลาไม่นานนี้
“การวิจัยไทย” แสดงให้โลกเห็นความมุมานะและรวมถึงการพัฒนาวัคซีนตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และหวังอย่างยิ่งว่าเมื่อนักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาวัคซีนเอชไอวีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพได้แล้ว การนำเอาวัคซีน
ที่ได้ผลไปขยายผลใช้ทั้งประเทศต้องอาศัยการวางแผนและการบริหารจัดการที่ดี จึงจะทำให้วัคซีนเกิดประโยชน์สูงสุดภายในเวลาที่ทั้งนี้ผู้กำหนดนโยบายต้องให้ความสำคัญและจัดสรรทรัพยากรเตรียมรับอย่างเพียงพอรวมถึงการให้ความสำคัญต่อยุทธศาสตร์การแก้ไข ปัญหาเอชไอวีระดับประเทศที่มีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ และการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนต่อยุทธศาสตร์ที่สอดคล้อง
ในวันครบรอบยี่สิบปีของวันวัคซีนเอชไอวีสากลนี้หวังว่าชาวโลกคงไม่ต้องรอไปอีกยี่สิบปีเพื่อให้ได้รับฟังข่าวดีเกี่ยวกับวัคซีนเอชไอวี และหวังว่าความสำเร็จครั้งต่อไปคงมาถึงภายในระยะเวลาอันใกล้
-------------------------------------------------------------------------------------
คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
หน่วยประชาสัมพันธ์ โทรศัพท์ 0 2306 9115
E-mail : panompen.yoo@mahidol.ac.th
Website : www.tm.mahidol.ac.th
|